Go Top

สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

ชื่อผู้ใช้ : รหัสผ่าน :

: เข้าสู่ระบบ อัตโนมัติ

เล่นบอลVSเล่นหุ้น ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

จำนวนคนดู board นี้

สมาชิก - คน

ผู้เยี่ยมชม 1 คน

โพสโดย

โพสกระทู้ 518 ครั้ง

คอมเม้นต์ 560 ครั้ง

go-sbobet.com

ผมเองไม่ใช่ “คอบอล” ที่จะยอมอดหลับอดนอนเพื่อดูการแข่งขันนัดสำคัญอย่างฟุตบอลยูโรที่กำลังเล่นอยู่ในระยะนี้  อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเกมและกติกาเกี่ยวกับฟุตบอลนั้น  สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนในตลาดหุ้นได้อย่างน้อยก็สองเรื่องดังต่อไปนี้

            ข้อแรกก็คือ  เรื่องของการพนันบอลหรือ “แทงบอล” กับเจ้ามือที่เป็นบริษัทรับพนันบอลชั้นนำที่อยู่ในต่างประเทศ  ผมเองไม่เคยเล่นพนันบอลเลยแต่ก็รู้มาว่าเราสามารถเล่นพนันว่าทีมไหนจะชนะเลิศได้ถ้วยรางวัลหลังจากจบการแข่งขัน  ในการพนันนี้  แน่นอน  “เซียน”  หรือคนที่ติดตามการแข่งขันฟุตบอลมาตลอดก็มักจะรู้ว่าทีมไหนที่เก่งหรือมีฝีเท้าดีและจะมีโอกาสที่จะได้แชมป์มากกว่าทีมอื่น  ดังนั้น  โอกาสที่เขาจะทายถูกก็จะสูงกว่าคนที่ไม่รู้อะไรมากนักอย่างผม  ดังนั้น  ถ้าเขาแทงทีมที่โดดเด่นซัก 3-4 ทีม  โอกาสที่เขาจะถูกก็คงจะมีสูงพอสมควรทีเดียวเมื่อเทียบกับการที่ผมจะแทง  อย่างไรก็ตาม  เซียนบอลที่ว่านั้น  ก็อาจจะไม่ได้กำไรจากการเล่นพนันบอล   เหตุผลก็เพราะในการแทงบอลนั้น  เขามี  “อัตราต่อรอง”  สำหรับแต่ละทีมที่เข้าแข่งขัน  อัตราต่อรองนี้ทำให้การแทงทีมที่เราคิดว่าเป็นทีมที่เก่งกาจเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าก็ได้

             ยกตัวอย่างเช่น  ถ้าทีม A เป็นทีม  “เต็งหนึ่ง”  ที่คนในวงการบอลมองว่ามีฝีเท้าดีเยี่ยมที่สุด  อัตราการต่อรองก็จะต่ำ  เช่น  ถ้าเราแทงว่าทีม A จะชนะด้วยเงิน 1 บาท  และทีม A  ชนะจริง  เราก็อาจจะได้เงินรางวัลเพียง 2 บาท  แต่ถ้าทีม B เป็นทีม  “รองบ่อน”  โอกาสชนะน้อย  อัตราการต่อรองก็จะสูง  เช่น  แทง 1 บาท  ถ้าทีม B ชนะจริง  เราอาจจะได้ถึง 10 บาท  ดังนี้เป็นต้น   ในการตั้งอัตราการต่อรองนั้น  ผมคิดว่าบริษัทรับพนันคงมี  “ผู้เชี่ยวชาญ”  ในการตั้งที่จะทำให้บริษัทได้กำไรเมื่อจบการแข่งขัน  แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ว่านั้น  นอกจากจะมี  “เซียนบอล”  แล้ว  ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ  “นักคณิตศาสตร์”  ที่จะคอยคำนวณว่ามีใครแทงบอลทีมไหนเท่าไรและบริษัทจะต้องจ่ายเท่าไรถ้าทีมนั้นชนะ  และบริษัทจะได้เงินเท่าไรจากคนที่แทงผิด  ประเด็นสำคัญก็คือ  เขาจะต้องทำให้รายได้จากคนที่แทงผิดสูงกว่ารางวัลที่จะต้องจ่ายให้กับคนแทงถูก  แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น  เขาก็จะไปปรับอัตราการต่อรองใหม่จนสุดท้ายแล้วไม่ว่าทีมไหนจะได้ถ้วยรางวัล  บริษัทก็จะกำไรเสมอ

                 หุ้นเองก็มีลักษณะคล้าย ๆ  กับการพนันบอลเหมือนกันในแง่ที่ว่า   “เซียนหุ้น”  อาจจะรู้ว่าบริษัทไหนดีเยี่ยมหรือจะมีกำไรที่เติบโตโดดเด่น   แต่หุ้นเองก็มี  “อัตราต่อรอง”  เช่นเดียวกันนั่นก็คือ  ถ้ากิจการดีเยี่ยม  ราคาหุ้นก็อาจจะ “แพง”  มาก   นั่นก็คือ  ค่า PE  อาจจะสูงกว่าปกติมากจนทำให้ไม่คุ้มที่จะลงทุน  ราคาหุ้นที่แพงหรือ  อัตราการต่อรองที่ต่ำนั้น   ในเรื่องหุ้นไม่มีใครมาเป็นผู้กำหนด   แต่เกิดจากคนในตลาดหุ้นเองมาซื้อ ๆ  ขาย  ๆ  ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา  ถ้าจะพูดอีกทางหนึ่งก็คือ  อัตราการต่อรองของหุ้นนั้น   กำหนดโดยคนที่เข้ามาเล่นหุ้นเองทุกคนในตลาด  และถ้าคนเหล่านี้สามารถกำหนดอัตราการต่อรองได้ถูกต้อง  นั่นก็คือ  ถ้าบริษัทดี ราคาหุ้นก็แพงหรือ PE สูง  บริษัทไม่โดดเด่น  ราคาหุ้นก็ถูกหรือ  PE ต่ำ  โดยนัยนี้  การซื้อหรือ  “แทง” หุ้นตัวที่มีผลประกอบการดีก็อาจจะไม่คุ้มค่าก็ได้

              ข้อสรุปของทั้งเรื่องบอลและเรื่องหุ้นก็คือ  อย่าสักแต่ดูว่าทีมหรือหุ้นนั้นจะเป็นทีมหรือหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการโดดเด่นเท่านั้น  จะต้องคิดถึงอัตราต่อรองหรือราคาหุ้นด้วยว่ามันเป็นอย่างไร  ถ้ามันไม่เหมาะสม  เช่น  อัตราต่อรองต่ำหรือราคาหุ้นแพงเกินไป  มันก็ไม่คุ้มและเราอาจจะขาดทุนได้ถ้าเข้าไปเล่นมัน

            ข้อที่สองก็คือกติกาการนับคะแนน  ที่ตอบแทนให้กับผลการเล่น  ในเรื่องของฟุตบอลนั้น  ทีมที่แพ้จะได้ 0 คะแนน  ทีมที่เสมอจะได้ 1 คะแนน  ขณะที่คนชนะจะได้ 3 คะแนน  นี่แปลว่าชนะ 1 ครั้งจะได้คะแนนเท่ากับเสมอ 3 ครั้ง  มันเป็นการบอกว่าการที่เสมอนั้น  มีประโยชน์น้อย  คุณจะต้องพยายามเอาชนะให้ได้เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ  ในเรื่องของหุ้นเองนั้น  ผมคิดว่ามันก็มีลักษณะคล้าย ๆ  กันนั่นคือ  เราจะต้องพยายามเลือกบริษัทที่จะ “ชนะ” ซึ่งจะได้  “คะแนน”  สูงกว่าบริษัทที่  “เสมอ”  มาก  และแน่นอน  เราจะต้องหลีกเลี่ยงบริษัทที่จะ “แพ้”  ความหมายของการชนะก็คือ  บริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดขึ้นเรื่อย ๆ  บริษัทมีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อเทียบกับคู่แข่ง  และบริษัทมีส่วนแบ่งมากที่สุดและทิ้งห่างอันดับสองมากขึ้นเรื่อย ๆ  อนาคตของบริษัทสดใสขึ้นมากกว่าคู่แข่ง  ส่วนบริษัทที่แพ้นั้นก็เป็นอะไรที่อยู่ตรงกันข้าม   และเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ๆ  บริษัทที่แพ้ก็อาจจะสูญหายไปหรือหมดศักยภาพในการแข่งขันและอยู่ ๆ  ไปอย่างนั้นเอง

            ประเด็นก็คือ  บริษัทที่ “เสมอ”  นี่คือบริษัทที่ไม่ชนะและก็ไม่แพ้  บริษัทสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างยอดเยี่ยมและ “ทรหด”  ผลัดกันแพ้และชนะแต่ก็ไม่มีใครทิ้งห่างใคร  ฝีมือและความสามารถในการแข่งขันพอ ๆ  กันตลอดเวลา  ขนาดของกิจการก็ไม่ทิ้งห่างจนทำให้แข่งขันกันไม่ได้  ตัวอย่างที่พอจะมองเห็นได้ก็เช่นในธุรกิจ  ธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารขนาดใหญ่ 3-4 แห่งสามารถแข่งขันกันได้และมีขนาดใกล้เคียงกันมานานหลายสิบปี  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทสร้างบ้านขายที่มีการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งทางการตลาดสลับไปมาในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาและยังไม่รู้ว่าใครจะชนะจริง ๆ ในอนาคต  เป็นต้น

            บริษัทที่ “ชนะ”  นั้น  ในทางธุรกิจจะได้ผลตอบแทนมหาศาล  จริง ๆ  ผมคิดว่าอาจจะมากกว่า  “3 คะแนน”  เมื่อเทียบกับบริษัทที่  “เสมอ”  ความหมายของผมก็คือ  ถ้าบริษัทชนะ  พวกเขาก็มักจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงกว่าอันดับสองมาก  อาจจะเป็นเท่าตัว  กำไรของบริษัทก็มักจะมากกว่าอันดับสองเกิน 2 เท่า  มูลค่าตลาดของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็มักจะสูงกว่าอันดับสองหลายเท่า  ส่วนผู้ “แพ้” นั้น  ก็มักจะแทบจะล้มหายตายจากหรือไม่มีกำไร  ประเด็นก็คือ  บริษัทที่ “เสมอ” ซึ่งมักจะอยู่ในอุตสาหกรรมบางประเภทนั้น  ส่วนใหญ่ก็มักจะมีกำไรตามอัตภาพ    แต่ความเสี่ยงของการประกอบการก็มักจะสูงพอสมควรเนื่องจากการแข่งขันที่เข้มข้นที่เกิดตลอดเวลา  ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทนั้นแค่รักษาไว้ก็ยากแล้วและก็มักจะใกล้เคียงกับคู่แข่ง  มูลค่าตลาดของหุ้นในตลาดเองก็มักจะเพิ่มขึ้นช้า ๆ  และมีโอกาสที่จะปรับลงได้ตลอดเวลาขึ้นกับสถานการณ์ในขณะนั้น   การ “เสมอ”  ในทางธุรกิจนั้นอย่างมากก็เป็นได้แค่บริษัทที่ดีแต่ไม่ใช่ซุปเปอร์สต็อก
         

            นักลงทุนที่จะทำกำไรได้งดงามได้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องยาวนานนั้น  จะต้องพยายามหาให้ได้ก่อนคนอื่นว่าหุ้นตัวใด  “กำลัง”  จะชนะ  เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่หุ้นกำลังจะเริ่มขึ้น  ในขณะเดียวกัน  จะต้องรู้ว่าหุ้นตัวใดชนะแล้วแต่ยัง  “ชนะเพิ่มขึ้น” ซึ่งสัญญาณที่สำคัญก็คือ  การที่ยอดขายและกำไรยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งพร้อม ๆ  กับความได้เปรียบของการแข่งขันที่ยังเพิ่มขึ้นโดยที่  “ภัยคุกคาม”  ที่จริงจังยังมองไม่เห็น    การลงทุนในหุ้นที่  “เสมอ”  นั้น   บางทีก็ไม่เลวนักถ้าราคาหุ้นค่อนข้างต่ำ  ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากสถานการณ์ชั่วคราวเช่นเรื่องของภาวะตลาดหรือเศรษฐกิจที่ไม่ดี  หุ้นที่พึงละเลี่ยงเลยแม้ว่าราคาจะต่ำมากก็คือ  หุ้นที่  “แพ้”  เพราะในระยะยาวแล้วก็ยากที่จะทำกำไรให้กับเราได้

คอลัมน์ โลกในมุมมองของ Value Investor ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสเวลา : 26/11/2014, 16.19 น.อ่าน 4181 ตอบ 0